Blog

สัมภาษณ์ อ.มาโนช โชคแจ่มใส: “จริงๆแล้วผมไม่ได้อยากเป็นหมอเลย”

ajmanoch-head

เป็นบทสัมภาษณ์เก่าที่เราเคยสัมภาษณ์อาจารย์ไว้ตั้งแต่ราวปี 2555 แล้ว สมัยยังเป็นเว็บเก่าที่ปิดตัวไปแล้ว แต่เนื่องจากช่วงนี้มีหลายท่านขอให้นำกลับมาเผยแพร่ใหม่ เราจึงได้ขออนุญาตอาจารย์นำมาเผยแพร่อีกครั้งครับ ^.^

———————————–

iamdr: อันแรกคงถาม time line คร่าวๆ ก่อนที่อาจารย์จะมาเรียนหมอ ก่อนหน้านี้เป็นคนที่ไหนครับอาจารย์

อาจารย์มาโนช: ผมเป็นคนกรุงเทพฯ เกิดที่เยาวราช พี่น้อง 7 คน เป็นลูกคนสุดท้อง แล้วก็น่าจะเป็นคนที่เรียนโอเคที่สุดมั้ง เรียนโรงเรียนวัดพลับพลาไชย หลังจากนั้นก็มาเรียนสวนกุหลาบ สมัยผมเป็นช่วงที่ยังมีการสอบเทียบได้อยู่ ผมก็ไปสอบตอน ม.4 สอบเทียบ ม.6 ก็สอบได้ แต่ว่ายังไม่กล้าเอ็นท์ก็เลยเรียน ม.5 อีกปีหนึ่ง แล้วก็เอ็นท์ติดตอน ม.5 แล้วสมัยนั้นก็เลือกได้ 4 สถาบัน คือตอนนั้นไม่ได้อยากอยู่กรุงเทพฯ อยู่แล้วเพราะโตมากับกรุงเทพฯ ตลอด ก็เลยเลือกเชียงใหม่อันดับหนึ่ง ขอนแก่นอันดับสอง สงขลาอันดับสาม อันดับสี่ก็คือวิศวะจุฬา แล้วก็ติดอันดับหนึ่งก็คือติดของ มช.

manoch05

iamdr: แล้วก็กลายร่างมาเป็นคนเชียงใหม่

อาจารย์มาโนช: ใช่ ตั้งแต่ปี 29 ก็รู้สึกว่าที่นี่เป็นบ้าน ไม่ค่อยรู้สึกว่ากรุงเทพฯ เป็นบ้าน เวลากลับกรุงเทพฯ ก็รู้สึกอึดอัดอยากกลับเชียงใหม่ มีช่วงเดียวที่กลับกรุงเทพฯ นานที่สุดคือช่วงที่เทรนแล้วต้องไป elective 3 เดือน จะมีความสุขมากเวลาดูข่าวภูมิภาคแล้วเขาพูดคำเมือง แล้วอยู่กรุงเทพฯ ก็ไม่ยอมออกไปไหน รู้สึกต่างถิ่น เหมือนกับหลงเสน่ห์เชียงใหม่ เลยมาอยู่ที่นี่ 25 ปีแล้ว

iamdr: แล้วอะไรทำให้อาจารย์อยากเป็นหมอ ?

อาจารย์มาโนช: คำถามนี้จะพลิกวงการมาก เพราะจริงๆ ผมไม่ได้อยากเป็นหมอเลยตั้งแต่ประถมแล้ว ผมอยากเป็นครู แต่ก็อย่างว่าด้วยความที่เราเรียนโอเค เราก็หลุดมาจากวงการครู ก็คือไปเข้าสายวิทย์คณิต เสร็จ ตอนจะเอ็นท์ ม.5 เราก็ไปบอกครูนะว่าเราจะเอ็นท์คุรุศาสตร์ ไม่คุรุศาสตร์จุฬาก็อักษรศาสตร์คือ จะเป็นครูให้ได้ ครูแนะแนวก็ตกใจว่ามาไม้ไหนเรียนวิทย์คณิตมาตลอด แต่แกก็แนะนำว่าเอาอย่างนี้ถ้ามาโนชอยากเป็นครูนะ อาจารย์ก็เสียดายความสามารถของสมอง บอกว่ามาโนชก็ไปเรียนหมอแล้วทำยังไงก็ได้ให้เป็นอาจารย์แพทย์

iamdr: โห…..นี่ตั้งแต่สมัยก่อนเอ็นทรานซ์

อาจารย์มาโนช:อาจารย์เขาแนะนำให้เป็นอาจารย์หมอให้ได้แล้วมันจะได้เป็นครูด้วยแล้วก็ไม่เสียความรู้ความสามารถด้วย แล้วผมก็ค่อนข้างตั้งเป้าตอนผมมาเรียนว่า คือผมเรียนดีตอนพรีคลินิก เทอมแรก 4.00 แล้วหลังจากนั้นผมก็ดร็อปตลอด เจอคนไข้ผมก็คะแนนดร็อปไปเลย กราฟผมทิ่มอย่างนี้ตลอดเลยคือ 4.00 3.88 3.75 แล้วก็ลงมาเรื่อยๆ เจอคนไข้ผมก็รู้ว่าผมไม่ชอบ หมายถึง ณ เวลานั้นนะ คือผมความอดทนต่ำ ทนญาติไม่ค่อยได้ แล้วก็ไม่มีวุฒิภาวะ ไม่เชื่อว่ามนุษย์มีความหลากหลาย ไม่รู้ว่าคนจนเป็นยังไง ไม่เชื่อว่าความยุ่งยากเป็นยังไง เรารู้สึกว่าเราเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล แต่ว่าก็ต้องเรียนให้ได้เกรดระดับหนึ่ง เพราะรู้ว่าเป็นอาจารย์เขาดูเกรด ฉะนั้นความมุมานะไม่ได้เกิดจากอยากเป็นแพทย์ที่ดี แต่เกิดจากอยากเป็นอาจารย์แพทย์ก็เลยทำแต่เกรดๆ นั่นคือที่มา

iamdr: ชัดเจนมากเลย

อาจารย์มาโนช: ผมว่ามันเป็นอะไรที่ลงตัว แม้แต่ปัจจุบัน เวลาตอนผมมาทำหลักสูตรที่ต้องมาเจอกับเด็กเยอะ แล้วมีเด็กบางคนไม่อยากเป็นหมอแล้วเขาเข้ามา การแนะนำอย่างหนึ่งของผมเลยก็คือว่าหาจุดที่มัน overlap กันระหว่างแพทย์กับสิ่งที่เขารัก แล้วเขาก็จะได้รุ่งแล้วก็อยู่กับสิ่งที่เขารักด้วย บางคนชอบไอที ผมก็บอกว่าถ้ามันยังไหวก็ทำไปเพราะเราจะไปเป็นคนที่เด่นในวงการแพทย์ โอเคคุณไม่ได้ดังในฐานะแพทย์ แต่คนในวงการเขาจะต้องรู้จักคุณในระดับหนึ่งเพราะคุณดังในเรื่องที่เขาต้องใช้ แต่เขาไม่มีคนจำพวกนั้นอยู่มากมาย

(more…)

DOT – Smart Watch สำหรับผู้มีพิการทางสายตา

dots-smartwatch

ช่วงไม่กี่ปีมานี้ตลาด Smart Watch ได้เติบโตขึ้นมาก เฉพาะปีที่แล้วเติบโตถึง 457% โดย Apple ครองส่วนแบ่งตลาดถึง 3 ใน 4 กวาดยอดขาย 4 ล้านชิ้นทั่วโลก แน่นอนว่าผู้ที่ซื้อ Smart Watch นั้นสามารถมองเห็นการบอกเวลาและใช้ฟังก์ชั่นต่างๆ ได้เป็นอย่างดี แต่เราลืมนึกไปว่า แล้วผู้พิการทางสายตาล่ะ จะใช้อุปกรณ์สุดไฮเทคชิ้นนี้ได้อย่างไร ?

WHO คาดการณ์ว่า มีผู้ที่ประสบปัญหาด้านการมองเห็นทั่วโลกถึง 285 ล้านคน และมีถึง 39 ล้านคนที่ตาบอดสนิท อักษรเบรลล์จึงเป็นสิ่งสำคัญ และในผู้คนเหล่านี้ การเรียนการสอนอักษรเบรลล์ก็ยังเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ยาก หนังสือไบเบิ้ลอักษรเบรลล์หนึ่งชุดมีจำนวนถึง 40 เล่ม ส่วน Active Braille อุปกรณ์ที่แสดงผลอักษรเบรลล์แบบ real-time ก็มีราคาสูงถึง $3,000 และไม่ได้พัฒนามากนักตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

Eric Ju Yoon Kim สัญชาติเกาหลี จึงเกิดไอเดียผลิต DOT นาฬิกาอักษรเบรลล์อัจฉริยะขึ้นมา เพื่อเป็นเครื่องมือสื่อสารของคนตาบอด ที่หาซื้อได้ในราคาถูกลง และหวังว่ามันจะทำให้เกิดความเท่าเทียมในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในยุค Real-time Digital Text การทำงานของ DOT คือมีจุดแสดงผลอักษรเบรลล์ 4 กลุ่ม กลุ่มละ 6 จุด มากพอจะแสดงผลอักษรเบรลล์ 4 ตัวอักษร และมีแบตเตอรี่ที่อึด ทนนานอยู่ได้ถึง 10 ชั่วโมง หรือ 5 วัน หากเชื่อมต่อกับ Bluetooth ก็สามารถดึงข้อความจาก Application ได้ เช่น imessage

dots-team

Kim ยังกล่าวอีกว่า “หากคุณได้รับข้อความบน ios จากคนรู้ใจ แล้วต้องให้ SIRI อ่านออกเสียงข้อความนั้นในที่สาธารณะ มันไม่เป็นการดีแน่ๆ จะดีกว่าไหม หากคุณอ่านมันได้โดยตัวของคุณเอง ทั้งนี้ 90% ของผู้ตาบอด ตาบอดตั้งแต่แรกเกิด เท่ากับว่าพวกเขาไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอะไรได้เลย และ DOT จะมาเติมเต็มชีวิตพวกเขาได้ เพียงแค่ใช้ปลายนิ้วสัมผัส”

เป้าหมายหลักของ DOT คือ การทำให้คนตาบอดสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทั้งหมดได้ และในอนาคต Kim ต้องการจะทำให้คนตาบอดสามารถใช้ชีวิตได้อย่างที่คนปกติเป็น เขาทิ้งท้ายว่า “ทุกๆ วินาที เทคโนโลยีจะทำให้เราสามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ได้แบบ Real-Time แต่สำหรับคนตาบอดแล้ว เรื่องนี้ยังคงมีช่องโหว่อยู่มาก และเราจะเติมเต็มช่องโหว่นี้ด้วย นาฬิกา DOT Smart Watch เอง”

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูได้ที่เว็บไซต์ผู้ผลิต

ที่มา: Tech in Asia

FDA อนุมัติการใช้ยาที่พิมพ์จากเครื่อง 3D printer

คุณอาจเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับเทคโนโลยีการพิมพ์ 3D ในอุปกรณ์การแพทย์ ซึ่งสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้จำนวนมาก ตัวอย่างเช่น การผลิตกระดูกเข่าชิ้นหนึ่งให้กับคนไข้ที่จะต้องมีลักษณะจำเพาะและผลิตเฉพาะรายเท่านั้น หรือรูปแบบการผลิตยาโดยการพิมพ์แบบ 3D ซึ่งปัจจุบันเป็นที่น่ายินดีว่า องค์การอาหารเเละยาแห่งสหรัฐอเมริกา (USFDA) ได้ออกมารับรองการผลิตยาในรูปแบบนี้เเล้ว

โดยยาที่ว่านี้ คือ ยากันชักชื่อว่า Spritam จากบริษัท Aprecia การผลิตแบบนี้ทำให้สามารถใส่ยาในปริมาณที่มาก (1,000 mg) ลงไปในเม็ดโดยไม่ให้เม็ดยามีขนาดใหญ่เกินไปเเละสามารถทานได้ง่ายขึ้น เหมาะสำหรับกลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหาในการกลืนยา เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ  เพราะถ้าหากโรคลมชักกำเริบเเล้ว คุณคงนึกไม่ออกว่าพวกเขาจะกลืนยานี้ได้อย่างไร (คุณอาจนึกให้ใช้การฉีดยา เเต่ก็อย่าลืมว่า คุณฉีดยาเขาได้หรือไม่ในสภาวะเช่นนั้น)

ยา Spritam นี่จะเริ่มวางขายในปี 2016 โดยต้องได้รับการสั่งจากแพทย์เท่านั้น

ที่มา: engadget

ข้อมูล Activity tracker ของ Apple Watch มั่นใจได้ว่าผิด

 

apple watch

image credit: http://www.theverge.com/2015/7/25/9035185/apple-watch-standing-tracker-reliably-unreliable

มีบทความชิ้นหนึ่งลงใน The Verge ครับ โดยผู้เขียนได้ลองใช้งาน Apple Watch ดูแล้วจึงนำมารีวิว ตัว Apple Watch นี้จะมีฟังก์ชั่นหนึ่งคือการแจ้งเตือนเมื่อเราไม่ได้ยืนมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยมันจะสั่นสั้นๆ สองครั้งแล้วบอกว่า “Time to stand!” ฟังก์ชั่นกลุ่มนี้เราเรียกว่า activity tracking ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นที่มักมากับอุปกรณ์สวมใส่ (Wearable device)

เราคาดหวังว่าอุปกรณ์เหล่านี้จะคอยบอกเราได้ว่าวันนี้เราเคลื่อนไหวร่างกายมากน้อยแค่ไหน เพื่อสุขภาพร่างกายที่ดี แต่ผู้เขียนกล่าวว่าดูเหมือน Apple Watch จะต้องพัฒนาเรื่องนี้อีกมากหากจะให้ใช้งานได้จริงจัง เพราะเขาบอกว่า Apple Watch คอยเตือน “Time to stand!” อยู่ตลอดเวลา โดยไม่ได้มีความถูกต้องเลย เช่น เขากำลังทำงานบนโต๊ะทำงานแบบยืน (Standing desk) มาชั่วโมงหนึ่งแล้ว นาฬิกาก็เตือนให้ลุกขึ้น หรือชั่วโมงที่ผ่านมาเขาเดินไปเดินมาในห้อง ทำอาหารทำความสะอาดห้อง พอนั่งลงเท่านั้นแหละ นาฬิกาก็เตือนให้ลุกขึ้น

เขาเล่าติดตลกว่าถึงฟังก์ชั่น activity tracking ของ Apple Watch นี้จะใช้งานจริงได้ห่างไกลจากที่ Apple คาดหวัง แต่อย่างน้อยๆ ก็มีประโยชน์ในแง่ทำให้เขารู้เวลาได้ว่าเขาทำกิจกรรมนั้นๆ มาชั่วโมงหนึ่งแล้ว

ก็เข้าใจนะครับว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ ก็ยังต้องพัฒนาอีกเยอะ หวังว่าจะได้เห็นการประยุกต์ใช้งานใหม่ๆ ที่น่าสนใจจาก Apple Watch ต่อไปในอนาคตครับ ^.^

ที่มา: The Verge

เด็กวัย 16 ประดิษฐ์เครื่องตรวจไขมันจากปริ้นเตอร์

 

Adriel Sumathipala

เรื่องนี้ต้องยกนิ้วให้ Adriel Sumathipala เด็กชายวัย 16 ปี หลังจากที่เขาเศร้าเสียใจกับการจากไปของคุณปู่ที่เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ เขารู้สึกว่าตนเองและครอบครัวเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ Adriel พยายามออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อป้องกัน แต่ก็เกิดความสงสัยว่าสิ่งต่างๆ ที่เขาทำนั้นได้ผลมากน้อยเพียงใด เขาต้องการจะตรวจสอบระดับคลอเลสเตอรอลสม่ำเสมอ แต่พบว่าแล็บเหล่านั้นมีราคาแพง

Adriel จึงได้ประดิษฐ์เครื่องมือทดสอบระดับไขมันที่สามารถตรวจสอบได้อย่างรวดเร็ว และมีราคาถูก แทนที่จะทำการทดสอบคลอเลสเตอรอล เขาได้ทดสอบโดยการวัด oxidized low-density lipoproteins (Ox-LDL) แทน ซึ่งเป็นต้นเหตุการเกิดโรคหัวใจโดยตรง Adriel ใช้เวลา 2 ปี ในการสร้างระบบวินิจฉัยขึ้นมา โดยได้รับการสนับสนุนจากอาจารย์วิชาชีววิทยา โดยการนำกระดาษอิ้งค์เจ็ทมาทดสอบเอ็นไซม์ พร้อมกับตัวเซนเซอร์ 2 ชนิด (Two- Ox-LDL) ที่เขาพัฒนาขึ้นมา ชุดทดสอบนี้ ราคาเพียง 0.02$ หรือประมาณ 0.7 บาท และใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีสามารถทราบผล นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่เขาสามารถคิดค้นชุดทดสอบนี้ได้

ผลงานนี้เป็นหนึงในงานที่เข้ารอบสุดท้ายการประกวด Google Science Fair ประจำปีนี้ ทาง iamdr เราอยากเห็นผลงานของเด็กไทยเราเข้าประกวดแบบนี้กันเยอะๆ นะครับ หรือใครมีโปรเจคท์ของน้องๆ นักเรียนนักศึกษาที่น่าสนใจก็เล่าให้เราฟังได้นะครับ ^.^

ที่มา: Business Insider

 

 

FAA อนุมัติการใช้โดรนไร้คนขับลำเลียงเวชภัณฑ์ในพื้นที่ห่างไกล

medical-drone

คุณเชื่อหรือไม่? ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างออสเตรเลีย การแพทย์ยังไม่เข้าประชาชนบางกลุ่ม แต่…ปัญหากำลังจะหมดไปด้วยสุดยอดโดรนช่วยชีวิตแบบไร้คนขับ

ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีเมื่อ สนง.บริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (FAA) ได้อนุมัติให้เจ้า Flirtey ซึ่งเป็น Drone ตัวเเรกที่ใช้ในการรับส่งยาและเวชภัณฑ์ทางอากาศให้ผู้คนในออสเตรเลียโดยปราศจากคนขับ โดยเจ้า Flirtey นี้มีหน้าที่ใช้ในการส่งยาเเละเวชภัณฑ์ไปยังเหมืองถ่านหินที่อยู่ห่างไกลธุรกันดารในเขต Wise ซึ่งมีประชากรกว่า 3,000 คน ที่ไม่สามารถเข้าถึงการดูแลทางการแพทย์เเละทันตกรรมได้ โดย 1 ปี ผู้คนจะได้พบแพทย์เพียง 1 ครั้งในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำมาก และใช้เพียงรถบรรทุกในการขนยาเเละเวชภัณฑ์ไปยังที่จัดตั้งคลินิกประจำปี ทำให้ผู้คนต้องเผชิญปัญหาความแร้งแค้นทางสาธารณสุข ดูเเลกันเองแบบตามมีตามเกิด ด้วยการรักษาที่ไม่ถูกต้องและยาที่ไร้คุณภาพ เพราะคนส่วนมากยากจน ซึ่งเป็นชะตากรรมที่ไม่ควรพบเจอในประเทศโลกที่หนึ่งอย่างออสเตรเลีย

Flirtey Drone จึงเสมือนซุปเปอร์ฮีโร่ที่กำลังจะมาช่วยชีวิตพวกเขาเหล่านั้น ในปีนี้ NASA จึงนำร่องการจัดส่งยาไปทางเครื่องบินขนาดใหญ่ที่ไร้คนขับจากสนามบิน Pine ในเขต Wies ไปยังพื้นที่เป้าหมาย โดยจะขนขึ้น-ลงเครื่องบินโดยแรงคนที่สนามบิน และใช้ Flirtey เป็น Drone 6 ใบพัด ในการขนส่งยาเเละเวชภัณฑ์ตามใบสั่งยา จำนวน 24 ชิ้น แต่ละชิ้นหนัก 4.5 กิโลกรัม จากสนามบิน ไปยังคลินิกบริเวณจัดงานในเขต Wise

Flirtey สุดล้ำนี้ เป็นผลงานของมหาวิทยาลัยเนวาดา สหรัฐฯ ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์และอลูมิเนียม พิมพ์โมเดลบางส่วนออกมาในแบบ 3D ถูกออกแบบมาเพื่อให้จัดส่งสิ่งของสำหรับการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เช่นอาหารและเวชภัณฑ์โดยเฉพาะ สามารถบินได้อย่างปลอดภัยและบินกลับอัตโนมัติโดยการตั้งค่า GPS ในรัศมี 10 ไมล์ (16 km) จากจุดส่ง หากไกลกว่านี้จะสูญเสียการรับสัญญาณและแบตเตอรี่ไม่พอที่จะบินกลับ

ลองดูวิดีโอแนะนำ product ได้ที่คลิปนี้ครับ

Tom Bass ผู้ร่วมก่อตั้ง Flirtey กล่าวทิ้งท้าย…นี่คือขั้นตอนแรกในการพิสูจน์ว่า Drone มีความสามารถในการขนส่ง ถือว่าเป็นการปฏิวัติวงการแพทย์ในการรักษาสำหรับพื้นที่ที่เข้าถึงยาก และจัดส่งยาจากร้านขายยาถึงประตูหน้าบ้าน และนี่อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนของเกมทางธุรกิจนับล้านในอเมริกา

ที่มา: International Business Times

Hush™ ที่อุดหูสุดไฮเทค สกัดกั้นทุกเสียงรบกวนใจ เหลือไว้เพียงเสียงสำคัญ

hush-plugs-2

จะดีสักแค่ไหน? หากทุกคืน คุณสามารถนอนหลับได้อย่างสนิทใจ ไม่ได้ยินแม้เสียงกรนของคนข้างๆ…

Hush™ ที่อุดหูอัจฉริยะ รางวัล Cool Idea Award นี้เป็นผลงานของนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย พวกเขาได้สร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์สุดล้ำนี้ขึ้นใน Project วิชา โดยมีแรงบันดาลใจจากเสียงที่น่ารำคาญในวิทยาลัย หากจะใช้ที่อุดหูก็กลัวจะพลาดเหตุการณ์ หรือการเเจ้งเตือนสำคัญต่างๆ ดังนั้น 3 แดเนียล (เจ้าของผลงาน ชื่อแดเนียลทั้งหมด) จึงปิ๊งไอเดียสุดบรรเจิดสร้างที่อุดหูนี้ขึ้น เพื่อตัดเสียงน่ารำคาญต่างๆ แต่ก็ทว่าผู้ใส่ยังคงได้ยินเสียงเตือนที่สำคัญอย่างไม่น่าเชื่อ

ที่อุดหูไฮเทคนี้ เป็นการผสมผสานระหว่างวัสดุป้องกันเสียงเเละเทคโนโลยีขจัดเสียงรบกวน ดีไซน์มาอย่างพอเหมาะพอดีทำให้รู้สึกสบายหู วัสดุเคลือบผิวซิลิกอนช่วยเพิ่มความรู้สึกอ่อนนุ่มขณะสวมใส่ แม้จะเป็นแค่ที่อุดหูเล็กๆ แต่ขอบอกเลยว่าศักยภาพเหลือร้ายมาก เพราะมันจะช่วยให้คุณนอนหลับได้โดยปราศจากเสียงรบกวน ทั้งเสียงกรนที่แสนรำคาญใจ เสียงโหวกเหวกโวยวายปาร์ตี้ของเพื่อนบ้าน เสียงรถขับไปมาบนท้องถนน แต่คุณก็ยังคงรับรู้เสียงเตือนที่มีความจำเป็น เช่น นาฬิกาปลุกหรือโทรศัพท์ฉุกเฉินได้ เป็นต้น

ความล้ำสมัยของ Hush™ ยังสามารถเชื่อมต่อกับ Application บน Smartphone ที่สามารถเลือกการแจ้งเตือนได้ บรรเลงโทนเสียงธรรมชาติที่นุ่มนวลไพเราะนานกว่า 10 ชั่วโมงในเวลาที่คุณกำลังฝันหวาน เช่น เสียงสีขาว (White Noise) เสียงคลื่นทะเล ฝนตกที่ทำให้เกิดความสบายใจขณะการพักผ่อน

ที่อุดหูแสนฉลาดนี้ ได้รับรางวัลความคิดยอดเยี่ยม (Cool Idea Award) จาก Proto Labs ในรัฐนิโซตา เอาชนะใจกรรมการด้วยความเรียบง่ายทั้งดีไซน์และฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตอบโจทย์เเละแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง ปัจจุบันได้ผลิตออกสู่ตลาดแล้ว คาดว่าจะจัดส่งให้ลูกค้าในช่วงปลายฤดูร้อน 2015 สนนราคาอยู่ที่ 150 ดอลลาร์ หรือราวๆ 4,500 บาท

Daniel “Ewok” Lee 1 ใน 3 แดเนียลของเรา กล่าวว่าทิ้งท้ายว่า…เป้าหมายสูงสุดของ Hush™ คือ เพื่อให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น แม้โลกนี้จะมีเสียงต่างๆ มากมาย แต่เราก็มุ่งมั่นที่จะให้เสียงเหล่านั้นอยู่กับเราได้อย่างกลมกลืน และคุณก็ยังรู้ว่าจะต้องตื่นขึ้นมาทำอะไรในสิ่งที่สำคัญของชีวิต

ที่มา: VentureBeat

แพทย์อินโดนีเซียผุดไอเดียเจ๋ง ให้ผู้ป่วยนำขยะมาแลกรับการรักษาฟรี

Screen Shot 2558-09-01 at 14.11.38

เมื่อนายแพทย์ Gamal Albinsaid เริ่มต้นอาชีพหมอของเขาในอินโดนีเซีย เขาได้ตระหนักถึงปัญหาเรื่องสุขภาพอนามัยของชาวอินโดนีเซีย จากกรณีที่มีเด็กหญิงคนหนึ่งเสียชีวิตเพราะพ่อแม่ของเธอไม่มีเงินมากพอที่จะพามารักษา ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่ชาวอินโดนีเซียกว่าร้อยละ 60 กำลังประสบอยู่เช่นกัน เขาจึงเริ่มคิดว่า ถ้าคนส่วนใหญ่ไม่มีเงินแล้วสิ่งพวกเขาเหล่านั้นมีคืออะไรกันแน่?

ขยะนั่นเองคือคำตอบ

“มีขยะอยู่ทั่วไปตามท้องถนนของอินโดนีเซีย ดังนั้น เราจึงตัดสินใจที่จะใช้ขยะมาเป็นแหล่งเงินทุนครับ” แพทย์หนุ่มวัย 26 ปีกล่าว “ทุกๆเดือน ผู้ป่วยจะนำขยะที่สามารถรีไซเคิลได้ เช่น ขวดแก้ว พลาสติก หรือลังกระดาษมาที่คลินิก เมื่อมันถูกนำไปรีไซเคิล จะสามารถสร้างรายได้ให้กับคลินิกประมาณ 10,000 รูเปียอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นเงินจำนวนที่เพียงพอสำหรับค่ารักษาพยาบาลคนไข้ขั้นพื้นฐานเป็นเวลา 2 เดือน อีกทั้งคนในชุมชนก็ยินดีเพราะพวกเขารู้สึกว่าตนเองไม่ได้เสียอะไร แค่เก็บขยะมาให้ทางคลินิกเท่านั้น”

“ปัจจุบันวิธีนำขยะมาแลกเป็นเงินหรือการรับบริการนี้ ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับบริษัทอื่นๆ รวมถึงหน่วยงานการศึกษาที่ผู้คนสามารถนำมาปรับเปลี่ยนให้เข้ากับระบบที่แตกต่างกันได้” แพทย์หนุ่มกล่าวทิ้งท้าย

ลองดูคลิปแนะนำโปรเจคท์นี้ได้ที่วิดีโอด้านล่างนี้ครับ

ถือเป็นการแก้ปัญหาแบบยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะนอกจากจะช่วยในการรักษาสิทธิทางด้านสุขภาพซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอีกด้วยนะครับ

ที่มา: Fast Company

Doppel นาฬิกาที่จะช่วยให้คุณสงบลงเมื่อเริ่มมีอารมณ์ (โกรธ)

doppel-original

ช่วงนี้แฟนเพจท่านใดที่ติดตามข่าวไอทีอยู่เสมอ คงจะเห็น gadget ประเภทอุปกรณ์สวมใส่ ทยอยออกมาให้ลองใช้กันอย่างมากมาย

ล่าสุด ถึงคราวของ Doppel ที่ปิดการระดมทุนใน kickstarter ไปได้อย่างสวยสดงดงามด้วยเงินกว่า 111,194 ปอนด์ เจ้า Doppel นี้ดูเผินๆจะคล้ายกับนาฬิกาข้อมือทั่วไป แต่ไม่ได้เอาไว้ดูเวลานะครับ เอาไว้ควบคุมอารมณ์จากการจับชีพจรของเราเองต่างหาก

หลักการทำงานก็คือ Doppel จะทำการเคาะจังหวะจากมอเตอร์ตรงข้อมือที่ตอบสนองตามการเต้นของหัวใจในลักษณะของการ “เตือน” ให้คุณปรับอารมณ์ครับ สมมติว่าคุณกำลังโกรธหรือทำกิจกรรมที่ทำให้ชีพจรเต้นเร็ว Doppel จะเคาะเตือนเป็นจังหวะช้าๆ เพื่อให้คุณสงบและผ่อนคลายลง ในทางตรงกันข้ามหากคุณกำลังรู้สึกเนือยๆอยู่ เครื่องก็จะเคาะจังหวะเร็วขึ้น ช่วยให้คุณรู้สึกตื่นตัว กระฉับกระเฉงขึ้นนั่นเอง

qs-doppel

หนึ่งในทีมพัฒนาชื่อว่า Andreas Bilicki ได้แรงบันดาลใจในการสร้างผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้มาจากการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยด้านจิตประสาทของมนุษย์ โดยนำหลักการของความสัมพันธ์ระหว่างการรับสัมผัสที่เป็นจังหวะซึ่งมีผลต่อจิตใจของคนเรามาประยุกต์ใช้ ซึ่ง Doppel นั้นผ่านการทดสอบจากนักจิตวิทยาของ Royal Hollway University of London ว่าสามารถใช้งานได้จริงกับกลุ่มตัวอย่างกว่า 100 คน ช่วยให้พวกเขาสามารถปรับอารมณ์ในขณะนั้น เพื่อแสดงออกอย่างที่พวกเขาต้องการจะเป็นได้

สำหรับท่านใดที่สนใจอยากเป็นเจ้าของดีไวซ์ชิ้นนี้ อาจจะต้องอดใจรอสักนิดนะครับ เพราะปิดการระดมทุนจากเว็บไซต์ Kickstarter ไปเรียบร้อยแล้ว แต่ยังสามารถสั่งจองได้ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.tturquoise.com/ ครับ

มาปริ้นต์เฝือก ใส่กันดีกว่า !

3d print cast - 01

ถ้าท่านเคยกระดูกหัก ต้องโดนใส่เฝือกไว้นานกว่า 6 เดือนคงจะเข้าใจความทรมาณเป็นอย่างดี ไหนจะความอึดอัด ความอับชื้น อาการคัน ความรู้สึกเทอะทะ ใช้งานลำบาก (ข้อดี เพียงอย่างเดียวของเฝือกรุ่นเก่าๆคือ เป็นพื้นที่ให้เพื่อนๆมาเขียนระบายความคิดสร้างสรรค์)

Scott Summit ก็เป็นหนึ่งคนที่เคยเส้นเอ็นฉีกขาด แล้วต้องพบกับความทรมาณในช่วง 6 เดือนเช่นเดียวกัน แต่เขาตั้งคำถามเพิ่มเข้าไปว่า “มันไม่มีวิธีใส่เฝือกที่ดีกว่านี้แล้วหรือ”

แทนที่จะหยุดอยู่แค่นั้น เนื่องจาก Scott เป็นผู้อำนวยการอาวุโสของ 3-D Systems (บริษัทที่ใช้เทคโนโลยี 3D printing ) เขาจึงได้นำไอเดียนี้ไปปรึกษากับเพื่อนเขาที่เป็นหมอกระดูก เพื่อพัฒนาเฝือกที่ดีกว่า แล้วพบว่าหลักการที่สำคัญของเฝือกคือการล็อคข้อไม่ให้มีการเคลื่อนไหว เขาจึงสามารถตัดทอนส่วนที่ไม่จำเป็นออกไปได้ และด้วยเทคโนโลยี 3-D printing ที่สามารถแสกนอวัยวะของเราเข้าไป เพื่อทำการปรับวัดขนาดให้พอดี (ว้าว)

3d print cast - 02

หลังจากการพัฒนามาเป็นเวลานาน 3-D priting cast จึงเกิดขึ้นอย่างที่เห็นในรูป ซึ่งพบว่ามันลดทอนเหลือแต่สิ่งที่สำคัญจริงๆ ทำให้ดูน่าใส่มากขึ้น เบาสบาย ทำกิจวัตรประจำวันหลายๆอย่างได้ (ที่สำคัญคืออาบน้ำได้ !)

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากเรื่องนี้คือ

  1. การกล้าที่จะตั้งคำถาม “มันไม่มีการเข้าเฝือกที่ดีกว่านี้หรือ”
  2. การหาความรู้จากหลายๆศาสตร์ การที่ถามเพื่อนที่เป็นผู้รู้ (ในกรณีนี้คือเพื่อนที่เป็นหมอกระดูก) จะทำให้เราได้รับข้อมูลเชิงลึกที่ถูกต้องมากขึ้น และ เข้าถึงแก่นที่สำคัญจริงๆ
  3. การลงมือทำ

ในช่วงที่เทคโนโลยีกำลังเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้ ผมเชื่อว่าเราจะได้เห็นนวัตกรรมเจ๋งๆอีกมากมายเลยทีเดียว

3d print cast - 03

ที่มา: Fast Company