สัมภาษณ์ อ.มาโนช โชคแจ่มใส: “จริงๆแล้วผมไม่ได้อยากเป็นหมอเลย”

ajmanoch-head

เป็นบทสัมภาษณ์เก่าที่เราเคยสัมภาษณ์อาจารย์ไว้ตั้งแต่ราวปี 2555 แล้ว สมัยยังเป็นเว็บเก่าที่ปิดตัวไปแล้ว แต่เนื่องจากช่วงนี้มีหลายท่านขอให้นำกลับมาเผยแพร่ใหม่ เราจึงได้ขออนุญาตอาจารย์นำมาเผยแพร่อีกครั้งครับ ^.^

———————————–

iamdr: อันแรกคงถาม time line คร่าวๆ ก่อนที่อาจารย์จะมาเรียนหมอ ก่อนหน้านี้เป็นคนที่ไหนครับอาจารย์

อาจารย์มาโนช: ผมเป็นคนกรุงเทพฯ เกิดที่เยาวราช พี่น้อง 7 คน เป็นลูกคนสุดท้อง แล้วก็น่าจะเป็นคนที่เรียนโอเคที่สุดมั้ง เรียนโรงเรียนวัดพลับพลาไชย หลังจากนั้นก็มาเรียนสวนกุหลาบ สมัยผมเป็นช่วงที่ยังมีการสอบเทียบได้อยู่ ผมก็ไปสอบตอน ม.4 สอบเทียบ ม.6 ก็สอบได้ แต่ว่ายังไม่กล้าเอ็นท์ก็เลยเรียน ม.5 อีกปีหนึ่ง แล้วก็เอ็นท์ติดตอน ม.5 แล้วสมัยนั้นก็เลือกได้ 4 สถาบัน คือตอนนั้นไม่ได้อยากอยู่กรุงเทพฯ อยู่แล้วเพราะโตมากับกรุงเทพฯ ตลอด ก็เลยเลือกเชียงใหม่อันดับหนึ่ง ขอนแก่นอันดับสอง สงขลาอันดับสาม อันดับสี่ก็คือวิศวะจุฬา แล้วก็ติดอันดับหนึ่งก็คือติดของ มช.

manoch05

iamdr: แล้วก็กลายร่างมาเป็นคนเชียงใหม่

อาจารย์มาโนช: ใช่ ตั้งแต่ปี 29 ก็รู้สึกว่าที่นี่เป็นบ้าน ไม่ค่อยรู้สึกว่ากรุงเทพฯ เป็นบ้าน เวลากลับกรุงเทพฯ ก็รู้สึกอึดอัดอยากกลับเชียงใหม่ มีช่วงเดียวที่กลับกรุงเทพฯ นานที่สุดคือช่วงที่เทรนแล้วต้องไป elective 3 เดือน จะมีความสุขมากเวลาดูข่าวภูมิภาคแล้วเขาพูดคำเมือง แล้วอยู่กรุงเทพฯ ก็ไม่ยอมออกไปไหน รู้สึกต่างถิ่น เหมือนกับหลงเสน่ห์เชียงใหม่ เลยมาอยู่ที่นี่ 25 ปีแล้ว

iamdr: แล้วอะไรทำให้อาจารย์อยากเป็นหมอ ?

อาจารย์มาโนช: คำถามนี้จะพลิกวงการมาก เพราะจริงๆ ผมไม่ได้อยากเป็นหมอเลยตั้งแต่ประถมแล้ว ผมอยากเป็นครู แต่ก็อย่างว่าด้วยความที่เราเรียนโอเค เราก็หลุดมาจากวงการครู ก็คือไปเข้าสายวิทย์คณิต เสร็จ ตอนจะเอ็นท์ ม.5 เราก็ไปบอกครูนะว่าเราจะเอ็นท์คุรุศาสตร์ ไม่คุรุศาสตร์จุฬาก็อักษรศาสตร์คือ จะเป็นครูให้ได้ ครูแนะแนวก็ตกใจว่ามาไม้ไหนเรียนวิทย์คณิตมาตลอด แต่แกก็แนะนำว่าเอาอย่างนี้ถ้ามาโนชอยากเป็นครูนะ อาจารย์ก็เสียดายความสามารถของสมอง บอกว่ามาโนชก็ไปเรียนหมอแล้วทำยังไงก็ได้ให้เป็นอาจารย์แพทย์

iamdr: โห…..นี่ตั้งแต่สมัยก่อนเอ็นทรานซ์

อาจารย์มาโนช:อาจารย์เขาแนะนำให้เป็นอาจารย์หมอให้ได้แล้วมันจะได้เป็นครูด้วยแล้วก็ไม่เสียความรู้ความสามารถด้วย แล้วผมก็ค่อนข้างตั้งเป้าตอนผมมาเรียนว่า คือผมเรียนดีตอนพรีคลินิก เทอมแรก 4.00 แล้วหลังจากนั้นผมก็ดร็อปตลอด เจอคนไข้ผมก็คะแนนดร็อปไปเลย กราฟผมทิ่มอย่างนี้ตลอดเลยคือ 4.00 3.88 3.75 แล้วก็ลงมาเรื่อยๆ เจอคนไข้ผมก็รู้ว่าผมไม่ชอบ หมายถึง ณ เวลานั้นนะ คือผมความอดทนต่ำ ทนญาติไม่ค่อยได้ แล้วก็ไม่มีวุฒิภาวะ ไม่เชื่อว่ามนุษย์มีความหลากหลาย ไม่รู้ว่าคนจนเป็นยังไง ไม่เชื่อว่าความยุ่งยากเป็นยังไง เรารู้สึกว่าเราเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล แต่ว่าก็ต้องเรียนให้ได้เกรดระดับหนึ่ง เพราะรู้ว่าเป็นอาจารย์เขาดูเกรด ฉะนั้นความมุมานะไม่ได้เกิดจากอยากเป็นแพทย์ที่ดี แต่เกิดจากอยากเป็นอาจารย์แพทย์ก็เลยทำแต่เกรดๆ นั่นคือที่มา

iamdr: ชัดเจนมากเลย

อาจารย์มาโนช: ผมว่ามันเป็นอะไรที่ลงตัว แม้แต่ปัจจุบัน เวลาตอนผมมาทำหลักสูตรที่ต้องมาเจอกับเด็กเยอะ แล้วมีเด็กบางคนไม่อยากเป็นหมอแล้วเขาเข้ามา การแนะนำอย่างหนึ่งของผมเลยก็คือว่าหาจุดที่มัน overlap กันระหว่างแพทย์กับสิ่งที่เขารัก แล้วเขาก็จะได้รุ่งแล้วก็อยู่กับสิ่งที่เขารักด้วย บางคนชอบไอที ผมก็บอกว่าถ้ามันยังไหวก็ทำไปเพราะเราจะไปเป็นคนที่เด่นในวงการแพทย์ โอเคคุณไม่ได้ดังในฐานะแพทย์ แต่คนในวงการเขาจะต้องรู้จักคุณในระดับหนึ่งเพราะคุณดังในเรื่องที่เขาต้องใช้ แต่เขาไม่มีคนจำพวกนั้นอยู่มากมาย

iamdr: แล้วตอนที่เลือกเรียนนิติเวชความคิดมันแว้บเข้ามาตอนไหนครับ

อาจารย์มาโนช: ผมจบมาด้วย เกรด 3.59 ก็เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญเงิน ทุกคนบอกว่าน่าจะไปเรียน Med แต่พอเราผ่านแล้วมีความรู้สึกไม่ชอบ เพราะว่าเรา deal กับโรคที่เกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ซะเยอะ COPD, Cirrhosis เราก็รักษาตรงนี้ พอตื่นเช้าเดี๋ยวมันก็มาอีก มันเหมือนกับไม่จบไม่สิ้น อีกอันหนึ่งเด็ก ตอนนั้นพอไหว แต่ว่าด้วยความที่ยังไม่ mature เรารับไม่ได้กับพ่อแม่ แล้วตอนนั้นยังไม่เข้าใจว่า อะไรกันนักกันหนา คือเรายังไม่โตไง เราก็เด็กอายุ 22 ผมมาเข้าใจ ตอนมาเทรนนิติเวชแล้วนะ ภาพที่แม่นั่งอุ้มลูกที่เป็น hydrocephalus แล้วก็เลี้ยงเขา คือเราจะรู้สึกว่าการรักลูกนี่ไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะดูน่าเกลียด ไม่โตแน่ๆ แต่ก็ยังรัก นั่นแหละถึงค่อยๆ ตกผลึกว่านั่นเป็นจุดหลักเลยที่ต้อง deal ของการเป็นหมอเด็ก ส่วนศัลย์นี่ไม่มี skill อยู่แล้ว เป็นคนมือไม้หนักทำอะไรก็ไม่สวย แต่ว่าตอนที่เราผ่านปีห้า นิติเวชนี่เป็นภาพที่เราประทับใจ ผมว่าเป็นเพราะสไตล์ของอาจารย์ที่นิติเวชซึ่ง open จนถึงปัจจุบันเขาก็เป็นอย่างนั้น เขาดู open ทุกคนมีสิทธิ์พูด แล้วจริงๆ ตอนเราเป็นนักศึกษาอาจจนถึงตอนนี้เราเป็นคนไม่ค่อยมีสัมมาคาราวะ เป็นคนพูดจาโผงผางแล้วก็อยากแสดงความคิดเห็นอยู่แล้ว ซึ่งนิติเวชเป็นหมวดเดียวที่แสดงได้ และ reaction ไม่ down เรา ไม่ว่าเรา พอผมจบปี 5 ผมเข้าไปบอกเขาเลยนะว่าผมจะมาสมัครเป็นอาจารย์ ผมก็ถูกตรวจสอบเยอะมาก เพราะว่าเด็กเกียรตินิยมมาสมัครเป็นอาจารย์ที่นิติเวช เขาก็สงสัยว่าจะมาอะไร จะมาเพื่อให้มันผ่านไป 3 ปีหรือเปล่า แล้วก็จะออกไปที่อื่น แล้วก็สรุปว่าก็อยากเป็นจริงๆ เขาก็รับ ผมว่าเขาก็ใจเด็ดนะกล้ารับ

manoch03

iamdr: แล้วก็ได้เป็นอาจารย์สมใจ

อาจารย์มาโนช: ใช่ แล้วก็คือผมเทรน 3 ปี เสร็จแล้วผมก็ทำงานได้สัก 2 ปี และด้วยความอยากเป็นอาจารย์แพทย์ คิดว่ามันน่าจะมีนะวงการแพทย์ที่จะไปเรียนเพื่อเป็นอาจารย์โดยเฉพาะในวงการนี้ คือเรานึกไม่ออกว่าวงการแพทย์เขามีสาขานี้ด้วยมั้ย มาเจออาจารย์สุปรียา* อาจารย์ก็บอกว่ามีสิพี่ก็จบ New South Wales แล้วสุดท้ายได้คุยกับอาจารย์อีกท่าน ก็บอกว่ามาโนชไปเรียนที่ Scotland ก็แล้วกัน เพราะอันที่หนึ่งคือผมไม่ไปอเมริกาอยู่แล้ว เพราะวิธีคิดของผมก็คือว่าหมออเมริกามีปัญหากับคนไข้มากแสดงว่ากระบวนการผลิตเขาไม่น่าจะโอเค ถ้าเราจะไปเรียนรู้กระบวนการผลิตผมว่าก็ต้องไม่โอเคสิในเมื่อ outcome เขายังมีปัญหาทุกวันนี้ ผมก็ตัดอเมริกาทิ้งไปเลย ฉะนั้นมันก็จะเหลือแต่ยุโรป อังกฤษ แล้วก็ออสเตรเลีย ออสเตรเลียคณะเราก็มีอาจารย์ไปเรียนมาบ้างแล้ว ก็เหลือแต่ยุโรปตอนนั้นก็คือ Netherland กับ Scotland ที่ Dundee ผมตัดสินใจเลือกที่ Scotland

iamdr: เห็นว่าทุนที่ส่งไปเรียนก็ไม่ธรรมดา

อาจารย์มาโนช: ใช่ ผมไม่รู้จักทุนอานันท์ฯ มาก่อนเลยนะ แล้วปีที่คิดได้ก็เป็นปีที่อายุ 30 เป็นปีสุดท้ายที่ขอทุนอานันท์ฯ ได้ แล้วก็เป็นคนเดียวที่ขอนอก field แพทย์ นึกออกไหมคนอื่นก็ขอแบบ bone marrow transplantation, stem cell อันนี้ขอแบบไปเรียนการศึกษา แล้วก็ได้

manoch01

iamdr: แล้วเรียนเกี่ยวกับอะไรบ้างคะ

อาจารย์มาโนช: คือเราไปเรียนศึกษาศาสตร์ ที่จะมา apply ใช้กับการเรียนการสอนในคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ เนื่องจาก outcome เราต้องยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์ แนวคิดเขาเลยว่าควรมีเนื้อหาเฉพาะก็เลยแยกออกมา เรียก “Medical education” เราเรียนเรื่อง คนเป็นยังไง นักเรียนของเราเป็นยังไง การเรียนเป็นยังไง การประเมินผลเป็นยังไง เขาก็จะมี master เรียน 1 ปี กับ PhD เรียน 3 ปี ตอนแรกผมขอ Master วิธีคิดของผมตอนนั้นก็คือว่า ถ้าได้ Master กลับมาแล้วคน recognize เขาก็ฟังแกอยู่ดี แต่ต่อให้ได้ PhD กลับมาที่คณะแพทย์นะถ้าคนไม่ recognize สาขานี้เขาก็ไม่ฟังแกอยู่ดี ผมกลับมาทำอย่างอื่นดีกว่า ผมก็เลยเรียน Master ผมบอกพอแล้วลองกลับมาก่อน

หลังจากนั้นกลับมาก็ทำงานทั่วไปที่ภาควิชาอยู่ 1 ปี ตอนนั้นอาจารย์พงษ์รักษ์เป็นรองคณบดี ดูแลหลักสูตรแกก็เลยดึงผมมาเป็นผู้ช่วยคณบดี แล้วก็อยู่ตั้งแต่วันนั้น 10 ปี 3 คณบดีแล้ว ปีนี้ผมออกแล้วจากผู้ช่วยคณบดี จะกลับมาทำวิชาการที่ภาควิชา เพราะสมัยที่จะจบแล้วเพื่อนมันถามว่ามาโนชจะเป็นอะไรในอนาคต ผมบอกว่าจะเป็นคณบดี คือผมอยู่ในแวดวงการศึกษาอยู่แล้วไม่หลุดออกไปข้างนอกอยู่แล้ว

iamdr: แต่ก็ยังมุ่งมั่นจะเป็นคณบดี

อาจารย์มาโนช: ใช่ ที่กลับมาทำวิชาการเพื่อให้ตำแหน่ง รศ. ผศ. ถูกไหมครับ แล้วมันจะได้มี flow ขึ้นไปได้ แต่ก่อนผมไม่เห็นด้วย ผมค้านเกือบทุกอย่าง แต่ปัจจุบันผมก็เห็นว่ามันเป็นหน้าตามันเป็นภาพลักษณ์องค์กร ซึ่งผมก็ยอมรับ

iamdr: แล้วอาจารย์ได้มาเริ่มทำ Med-Ed ตอนไหน

อาจารย์มาโนช: เป็นช่วงที่ผมเป็นผู้ช่วยคณบดีอาจารย์สุพจน์ มาช่วยดูเรื่องหลักสูตร คำว่าดูเรื่องหลักสูตรแปลว่าอะไร ก็คือถ้าหลักสูตรเดิมที่เราอยู่กันนี่มันง่ายมาก anatomy เอาไป 4 หน่วยกิตนะ จะไปทำอะไรก็ได้ในครึ่งปีนี้ แล้วปลายเทอมเอาเกรดมาให้ฉัน แต่หลักสูตรใหม่มัน centralize เราก็ต้องดูว่าเนื้อหานี้กับนี้ต้องไม่ซ้ำกัน คือดูทุกอย่าง การประเมินผลก็ centralize จำนวนข้อสอบบล็อกนี้กับบล็อกนี้ 4 หน่วยกิตก็ต้องไม่หนีกันมาก คุณ 4 หน่วยกิตคุณมี length เท่านี้ จำนวนข้อสอบต้องเท่านี้ ห้ามออกน้อยเอาใจเด็ก ตัดเกรดระบบเดียวกันหมดทุกบล็อก ปัจจุบันเด็กๆ เขาเรียนเป็น body system ทุกๆ อย่าง centralize หมด แบบประเมินก็ต้องเหมือนกัน หน้าตาข้อสอบก็ต้องเหมือนกัน อันนี้เป็นรหัส 48 ที่เป็นแบบ Problem based learning

iamdr : อาจารย์อยากเป็นอาจารย์อยู่แล้ว ความรู้สึกที่ได้สอน นศพ. ครั้งแรก อาจารย์รู้สึกยังไง

อาจารย์มาโนช: จริงๆ ผมยังชอบถึงปัจจุบัน ผมมานั่งคิดถึงตัวเองว่าทำไมนิติเวชเป็นวิชาที่ต้องสอนปีละ 20 กว่ารอบ เราไม่เคยสอนรวม เราเป็นภาควิชาแรกๆ ที่ไม่ lecture รวมนะ มา lecture 20 รอบแล้วอาจารย์ทุกคน happy ไม่มีใครเบื่อ เพราะว่าด้วยความที่เด็กต่างกัน เราก็จะต้องเหมือนกับให้การศึกษาต่างกัน เราก็ approach ต่างกันก็เลยไม่ได้เบื่ออะไร จริงๆ อีกอย่าง เพราะพอเราจบ MedEd มาเราต้องมาสอนอาจารย์ว่า การเป็นอาจารย์ที่ดีควรจะเป็นยังไง การออกข้อสอบที่ถูกต้องควรจะเป็นยังไง แล้วเขาก็ต้องฟังเราด้วย พอเรามาสอนเด็กสอนอาจารย์ผมว่าผมก็ happy มาก

manoch04

iamdr: มาที่เรื่องกฎหมาย อาจารย์ว่าเรื่องของกฎหมายกับหมอ สำคัญขนาดไหน อย่างหมอๆ ที่จบไปควรจะเรียนรู้กฎหมายเพิ่มด้วยมั้ยในปัจจุบัน

อาจารย์มาโนช: จริงๆ แล้วคนที่จบ กม. จบ มสธ. ต่อให้จบแล้วได้ปริญญามา เขาก็จำกฎหมายไม่ได้หมด แต่เขาจำวิธีคิด หลักการต่างๆ ได้แล้วก็มา apply ใช้ ผมว่าเหมือนเรียนหมอนั่นแหละ แต่ถามว่าหมอต้องจบกฎหมายไหม คือต้องมีความรู้แหละเพราะกฎหมายเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิต แต่คนที่จบกฎหมายจะคล้ายกันก็ คือกฎหมายเป็นสิ่งสุดท้ายของสังคมแล้ว เพราะกฎหมายเป็น all or none ’s law ทันทีที่เรื่องไปถึงกฎหมายก็คือมีคนผิดมีคนถูก เพราะฉะนั้นพยายามให้ไปถึงกฎหมายช้าที่สุดดีที่สุด แล้วกฎหมายจริงๆ มันเป็นทางออกของสังคมที่จบไม่สวย ผมไม่ได้รู้สึกว่ากฎหมายเป็นสรณะ เพียงแต่ว่าทุกสังคมต้องมีกฎหมายเท่านั้นเอง แต่ปัญหาของเราก็คือ เรารู้น้อยแล้วเราก็อยากรู้กฎหมายในเชิงป้องกันตัวเอง ซึ่งอันนั้นเป็นส่วนที่ผมไม่ชอบ ผมยังมีแนวคิดเสมอว่าถ้าเราทำทุกอย่างด้วยความโปร่งใส หวังดี เราไม่ควรจะถูกคุกคามจากการฟ้องร้องอะไรก็แล้วแต่ แล้วคดีต่างๆ ส่วนใหญ่ 99% ของคดีที่ไปฟ้องร้องถ้าไปดูลึกๆ จริงๆ แล้วหมอก็ไม่ใช่ถูก เพียงแต่ว่าตาม web board ต่างๆ คือมันจะเป็นลักษณะมีแต่หมอมาอวยกันเอง คือเป็นบอร์ดปิด เพราะฉะนั้นก็เป็นคนที่มาช่วยกันเอง มันไม่มีอีกฝั่งหนึ่ง ใครเข้ามาอีกฝั่งหนึ่ง ก็จะต้องเด้ง ผมเคยเข้าไปใน web board แบบนี้ แล้วผมก็เด้ง ผมก็เลิก ผมรู้สึกว่าบอร์ดนี้ไร้สาระ คือเขาไม่ได้ถกกันด้วยเหตุและผล เขาถกกันด้วยอีโก้ว่าอาชีพนี้ แล้วไง ผมว่าทุกอาชีพก็ต้องถูกตรวจสอบในยุคปัจจุบัน ในมุมมองของฝั่งนิติศาสตร์เราจะบอกว่าที่เขาไปฟ้องร้องศาลชั้นต้น ภาษากฎหมาย คือศาลสถิตย์ยุติธรรม ไม่ฟ้องมาที่แพทยสภา ก็เพราะเขาไม่ศรัทธาแพทยสภา ฉะนั้นถ้าแก้ที่ต้นเหตุก็ต้องสร้างศรัทธาที่แพทยสภา ผมไปบอกนายกแพทยสภาหลายครั้งว่า อาจารย์ต้อง Reimage แพทยสภา ให้คนกลับมาเชื่อแพทยสภา แล้วเขาก็จะได้ไม่ไปร้องเรียนศาลยุติธรรม แต่นี่กลายเป็นว่าไปว่าเขาอีกว่าทำไมไปร้องเรียนศาลยุติธรรม แล้วทุกคนก็จะบ่นว่าเพราะร้องเรียนมาที่แกแล้วแกทำงานช้าไม่ทำอะไร เลยเป็นวงจรอุบาทว์ไปเรื่อยๆ

แพทยสภาเกิดตาม พ.ร.บ. วิชาชีพเวชกรรม จริงๆ มีหน้าที่คุ้มครองประชาชน ส่วนแพทย์สมาคมเป็นเรื่องหมอมารวมตัวกันเองเขาจะคุ้มครองแพทย์นั่นเรื่องของเขา ปล่อยให้แพทย์สมาคมทำหน้าที่ แต่แพทยสภาต้องทำยังไงก็ได้ให้ประชาชนเห็นว่าอยู่ข้างประชาชนเพื่อสุขภาพประชาชน แต่ปัจจุบันกลายเป็นสองฝั่งไปอยู่ข้างหมอหมด ประชาชนจะไปทางไหนจะไปปรึกษาใคร ผมว่ามันเป็นการปิดหนทางประชาชน เมื่อเขาไม่มีที่ไป เขาก็ไปหาความยุติธรรมที่ศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นผลการตัดสินก็นี่แหละ จำคุก อะไรก็ว่ากันไปเพราะมันเป็นหลักของศาลชั้นต้น

iamdr: แต่ถ้าเป็นแพทยสภา โทษจะเป็นการยึดใบประกอบวิชาชีพฯ

อาจารย์มาโนช: ใช่

iamdr: แล้วมีน้องๆ มาปรึกษาอาจารย์บ้างไหมครับ พวกเรื่องกฎหมาย ที่หมอที่จบกันไปโดนฟ้อง

อาจารย์มาโนช: น้อย ผมเคยมีเรื่องราวเกี่ยวกับพวกนี้สองสามครั้งเองนะที่มาปรึกษากับผม อันแรกเป็นรุ่นน้อง คือดันไปให้ชื่อเปิดเป็นคลินิกแขวนป้ายแล้วตัวไม่ไป แล้วเด็กๆ ที่ร้านก็ไปขายยาที่มันผสม amphetamine สมัยที่เป็นยาลดความอ้วนก็เลยโดนจับ ปรึกษาพวกผมไม่ค่อยมีประโยชน์ เพราะว่าหมอนิติเวชจะเหมือนกันคือไม่ช่วยพวกพ้อง ก็จะบอกว่าถ้าน้องเริ่มต้นพลาดมันก็ตามมา เพียงแต่ว่าทำยังไงให้มันเบาลง ผมยกตัวอย่างอันที่สอง คือมีน้องอีกคนหนึ่งไปเกี่ยวกับคนไข้ตายนี่แหละ แล้วก็ผู้บริหารของเรามาถามผมว่าอยากเห็นรายงานชันสูตรซึ่งผมเป็นเจ้าของเคส ผมกลับรู้สึกว่าบอกไม่ได้ คือรู้สึกว่าไม่เป็นกลาง ผมก็เลยต้องบอกว่าบอกไม่ได้ คือหมวกหลายใบมากก็จริง แต่ว่าตรงนี้ผมบอกไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าฝั่งพี่รู้ ฝั่งคนไข้เขาก็ควรได้รู้ด้วย มันถึงจะแฟร์ๆ ไม่งั้นผมจะรักษาความเป็นกลางไม่ได้ คือนิติเวชในมุมมองประชาชนคือ เริ่มมีการตรวจสอบนิติเวชแล้วในสังคม ตั้งแต่คดีห้างทอง มีการชันสูตรศพ 3 รอบ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ เพราะฉะนั้นนิติเวชในโรงเรียนแพทย์ยังมีความเป็นกลางอยู่ในสายตาประชาชน ก็ต้องพยายามรักษาไว้ ฉะนั้นแนวคิดของหมอนิติเวชจะคล้ายกันก็คือว่าเราไม่ค่อยช่วย เราได้แต่แนะนำจริงๆ

iamdr: นอกจาก part อาจารย์, หมอนิติเวช อาจารย์เป็นกรรมการมูลนิธิ The Focus ด้วยใช่มั้ยคะ

อาจารย์มาโนช: ด้วยความที่ผมดูแลเรื่อง Child abuse ผมรู้สึกว่าส่วนหนึ่งของ Child abuse มันเริ่มต้นจากเป็น Unwanted pregnancy แล้วสังคมก็บีบว่าหาที่ทำแท้งไม่ได้ก็คลอดมา แล้วก็เลี้ยงบ้างไม่เลี้ยงบ้าง เป็นปัญหาสังคม นั่นก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ผมหลุดออกไปจากวงการแพทย์ ถ้าเคยไปเห็นรายการหนึ่งในพระราชดำริช่วงที่สัมภาษณ์ผมจะไม่เกี่ยวกับหมอเลย เกี่ยวกับทลายซ่อง กระบวนการค้ามนุษย์ แต่มันเริ่มต้นจาก case Rape นี่แหละครับ จากนั้นขยับมาเป็น Child sexual abuse หลังจากนั้นก็ขยับมาเป็น ขบวนการค้ามนุษย์ (human trafficking) ผมก็เลยเข้าไปเป็นกรรมการมูลนิธิ ปัจจุบันชื่อมูลนิธิ The Focus มูลนิธิเพื่อความเข้าใจเด็ก พอเราไปทำงานนี้ น่าเห็นใจเขานะ ผมเคยไปที่สิบสองปันนา คนที่นั่นเขาฟังภาษาไทยรู้เรื่อง จริงๆ เขาบอกว่าเป็นคนที่อพยพมาพร้อมกันกับเรานี่แหละ แต่เขาจอดตั้งรกราก ส่วนพวกเราก็อพยพลงมา แต่กลายเป็นว่าการที่ฟังภาษาไทยรู้เรื่อง แล้วรู้สึกว่าคนไทยเป็นพี่น้องมันเป็นโทษ เพราะคนไทยไปหลอกเขามาค้าประเวณี

iamdr: กลับมาที่ social network บ้างค่ะอาจารย์ อยากรู้ว่ากับการเรียนการสอนมีผลยังไงบ้างไหมคะจากปัจจุบันที่มันเยอะขึ้นมาก

อาจารย์มาโนช: มองว่ามองเป็น 2 ประเด็นก่อน เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับนักศึกษาผมว่ามันเป็นจุดดี ดาบสองคมดีกว่า สำหรับอาจารย์ที่ open หน่อยก็จะเป็นจุดดีคือเด็กก็จะกล้าเปิดเผยระดับหนึ่ง แต่ผมเคยเห็นอาจารย์บางคนบางคณะเข้ามาแล้วก็เหมือนกับโพสว่า “ทำไมเธอใช้คำพูดอย่างนี้” ผมว่าเด็ก block อาจารย์กันหมดแล้ว อาจารย์จะไปอยู่ในโลกของเขาอาจารย์ก็ต้องทำตัวให้กลมกลืนกับโลกของเขา ไม่ใช่ว่าจะไปปรับเขาเป็นโลกของเรา นั่นเป็นส่วนหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าผมยังอยู่ในโลกของเขาได้ เพราะผมก็กลมกลืนมาก (ยิ้ม)
แต่อีกส่วนหนึ่งที่เกี่ยวกับเรื่อง relationship ระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยอันนี้เป็นด้านลบ แต่ก่อนคำว่าวิชาชีพแปลว่า เนื้อหาค่อนข้างเฉพาะ แล้วเป็นอะไรที่ลับ คนอื่นมาเปิดหนังสือแพทย์อ่านก็ไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามต้องอาศัยความศรัทธามาก แต่ปัจจุบันโลกอินเทอร์เน็ตทำให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายแล้วกลายเป็นเนื้อหาไม่ลับแล้ว คนไข้ที่เขาไปอ่านข้อมูลต่างๆ ซึ่งมักเขียนเป็นเส้นตรงแล้วไม่รู้ว่าในการทำงานจริงๆ ของแพทย์ มันมีทางแยกของมันตลอดเวลาด้วยความเป็นศิลปะของวิชาชีพ ก็จะไม่เข้าใจว่าทำไมหมอไม่ทำตามนี้ แล้วก็เกิดความขัดแย้งขึ้น

manoch06

iamdr: แล้วนักศึกษาสมัยนี้เป็นยังไงบ้างคะถ้าเทียบกับสมัยก่อน

อาจารย์มาโนช: ผมพยายามจะทำความเข้าใจ คือผมเป็นคนที่เกิดมาในครอบครัวลูก 7 คน ผมเลยเชื่อว่าการเป็นครอบครัวเล็กส่งผลต่อบุคลิกภาพและวิธีคิดของเด็กมาก ซึ่งนักศึกษาปัจจุบันผมว่าตั้งแต่รุ่นนี้ล่ะมั้ง อาจจะมีพี่น้องแค่คนสองคน ฉะนั้นผมก็พยายามทำความเข้าใจเด็กรุ่นปัจจุบันว่าเขาเป็นเด็กอย่างนี้แหละ แล้วพ่อแม่ก็เต็มที่ด้วยความมีลูกน้อย แล้วแถมได้เรียนแพทย์อีก ฉะนั้นเด็กมันจะสะสมอีโก้มาก แต่ว่าเวลา deal กับเด็กก็เหมือนน้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือขวาง เราก็ไหลไปก่อนนิดหนึ่งแล้วค่อยดึงมุมมองเค้าออกมา ข้อดีของการที่อายุ 40 อัพก็คือเรามีประสบการณ์ คือพอเราอายุมากขึ้นเราเริ่มเชื่อว่าคำว่าวุฒิภาวะมีจริงแล้วมันเกิดขึ้นจริง เมื่อถึงวันที่เกิดเหตุการณ์เดียวกันแล้วเรานึกออกว่า outcome มันจะเป็นยังไง ถ้าทำอย่างนี้แล้วมันน่าจะเป็นยังไง สามารถเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง ขณะที่เด็ก นศพ. อายุ 18 เขาก็มองไม่เห็นหรอก เขาก็โตมาแบบอยู่กับบ้าน พ่อแม่ประเคนของให้ตลอด อยากได้อะไรก็ได้ แต่อีกแง่หนึ่งก็คือเด็กพวกนี้แหละจะโตขึ้นมาเป็นคนในสังคมในอนาคต เราก็ต้องจับให้ถูกทาง อาจารย์มหาวิทยาลัยซึ่งควรจะไวกลายเป็นว่ามักจะ conservative กว่าข้างนอกเสมอ นั่นเป็น fact ไปแล้ว

เรื่องผมแดงนุ่งสั้นใส่ตุ้มหู แล้วผมก็ต้องเป็น Negotiator มีน้องที่เป็นกะเทยแต่งหน้าตั้งแต่ปี 2 มีคนมาฟ้องผม ผมก็ต้องเรียกมาคุยว่า “ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งรีบแต่ง แต่งตอนนี้หน้ามันจะช้ำนะ นี่ปี 2 ถ้าเธอแต่งขนาดนี้แล้ว กว่าจะ extern เธอจะไม่เป็นงิ้วหรอ เอาแค่รองพื้นก็พอ” ห้ามมากก็ไม่ได้ แต่เขาก็ต้องเริ่มเรียนรู้เวลาเขาขึ้นวอร์ด ผมพยายามบอกเด็กว่ามันคือ Non-verbal communication ว่าคุณให้เกียรติคนไข้ คุณสร้างความน่าเชื่อถือตรงไหน แว้บเรกที่คนไข้มองเขารู้สึกยังไง แต่เด็กจะเข้าใจก็ต่อเมื่อเด็กขึ้นวอร์ด ตอนนี้เด็กก็ไม่เข้าใจ แล้วบางทีเราก็เห็นใจเพราะว่าทันทีที่มันเดินออกจากรั้วสีเขียวมันก็ไปเจอเพื่อนมัน เพื่อนมันก็อยู่กับโลกแห่งความเป็นจริงมันก็ตุ้มหูอะไรของมันไป ทันทีที่เดินเข้ามามันก็ต้องเปลี่ยนเป็นอีกคนหนึ่งทำใจยากเหมือนกัน

ส่วนหนึ่งเวลาเรา deal กับเด็กเราตาม social network ผมจะรู้สึกว่าเด็กเราเป็นคนดี อันนั้นต้องเป็นแว้บแรกนะ คือเราต้องศรัทธาในเด็กเราว่าเป็นคนดี ถ้าเขาทำอะไรพลาดไปเป็นเพราะเขาถูกหล่อหลอมมาอย่างนั้น แล้วเราจะต้องพยายามปรับความเข้าใจ มากกว่าจะไปตำหนิติติง

iamdr: เป็นอาจารย์ที่เข้าใจเด็กมาก สุดท้ายอาจารย์จะฝากอะไรถึงหมอๆ ที่จบไปแล้วบ้าง ลูกศิษย์หรือหมอๆ ที่จบไปแล้ว

อาจารย์มาโนช: ผมอยากฝากว่า อาชีพแพทย์ไม่จน ด้วยความที่อาชีพแพทย์ไม่จน ไม่ต้องพยายามทำตัวให้รวยมาก เพราะทันทีที่รวยมากคนจะเริ่มมองว่าไม่ดี แพทย์ที่รวยมากๆ คนจะเริ่มมองว่าไม่สง่างาม แล้วก็อย่ามองคนไข้เป็นศัตรู จริงๆ คนไข้เขาแค่ต้องการดูแลคนที่เขารัก ซึ่งด้วยความที่ปัจจุบันครอบครัวเป็นครอบครัวปิด เขาก็ไม่มีประสบการณ์เรื่องนั้นนี้มาก ทุกอันก็เป็นเรื่องใหม่หมดสำหรับเขา เราก็ต้องทำความความเข้าใจในวิถีชีวิตของเขา มีหนังสือหลักธรรมที่อัญเชิญเรื่องของในหลวงมาซึ่งผมฟังแล้วก็ถูกใจมาก ก็คืออาชีพหมอเป็นอาชีพที่ทุกคนอยากจะเป็นอยู่แล้วเพราะเป็นอาชีพที่ทำแล้วให้ผู้อื่นมีความสุข ในวันเกิดท่านองคมนตรีสุเมธ แล้วท่านไปขอพรวันเกิดจากในหลวง ในหลวงตรัสว่า ขอให้ประกอบการงานที่ทำให้คนอื่นมีความสุข ซึ่งหมอได้ไปแล้วหนึ่ง อันที่สองคือขอให้ประกอบการงานอย่างที่ตัวเองรู้สึกมีความสุข อันนี้เป็นประเด็นหลักของหมอที่ส่วนหนึ่งจะรู้สึกว่ามีความทุกข์ ตื่นเช้าไปทำงานแล้วมีความทุกข์จังเลย ซึ่งผมว่าอันนั้นต้องปรับที่ attitude ตัวเอง เพราะชีวิตมันจะสุขได้มันต้องปรับ attitude ว่าเรามีชีวิตอยู่กับความทุกข์ของผู้ป่วย แต่เราจะต้องมีความสุขกับการไปทำงานทุกวัน

iamdr: ขอบคุณอาจารย์มากเลยครับ เป็นข้อคิดดีๆ จากอาจารย์มาโนช หนึ่งในอาจารย์ที่เป็นที่รักและที่ปรึกษาของเด็กและแพทย์หลายๆคน ขอบพระคุณอาจารย์มากครับ

 

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *