เป็น Specialist หรือเป็น Generalist ?

special vs general

เคยมีคำถามอย่างนี้ขึ้นมาในความคิดกันบ้างไหมครับ ? ผมเองเป็นคนหนึ่งที่มีคำถามนี้ขึ้นมาอยู่บ่อยๆ จะเก่งอะไรซักอย่างเรื่องเดียวพอ หรือ จะมีความรู้ที่หลากหลายแต่ไม่เก่งจริงซักอย่าง
แต่โลกยุคปัจจุบันดูจะให้คุณค่ากับคนแบบแรกมากกว่า เพราะแบบหลังนั้นสำหรับคนไทยเราจะถูกเหมาว่าเป็น “เป็ด” บินก็ไม่ได้ ว่ายน้ำก็ไม่เก่ง

มีบทความหนึ่งในหนังสือ Curious ที่เขียน Ian Leslie นักเขียนชาวอังกฤษ ได้พูดถึงเรื่องนี้ได้อย่างน่าสนใจ เพราะฝรั่งเขาก็มีสำนวนที่คล้ายกันว่า

“ The Fox knows many things, but the Hedgehog knows one big thing “
< หมาป่านั่นมีวิธีล่าเหยื่อมากมายหลายวิธี แต่ต้องเหนื่อยอยู่ไม่น้อยในการไล่ล่า ต่างจากเม่นที่มียุทธวิธิการที่เชี่ยวชาญอย่างเดียวคือการขดตัวและใช้หนามแข็งป้องกันตัว >

curious

โลกยุคปัจจุบันนี้ดูเหมือนจะให้คุณค่ากับความเป็นเฉพาะทางมากกว่า ทั้งโอกาสและค่าตอบแทน
ในสาขาอื่นๆก็เช่นกัน ถ้าคุณเป็นโปรแกรมเมอร์ปัจจุบันนี้ จะบอกว่าคุณเป็น Software engineer คงจะไม่พอ คุณต้องระบุให้มากขึ้นว่าคุณเป็น iOS developer , Android developer
นักโฆษณา จะบอกว่าเป็นนักโฆษณาอย่างเดียวคงจะไม่ได้ เขาต้องระบุให้ชัดว่าเป็น Social media expert , Brand content expert
ยิ่งในวงการแพทย์เรานั้น…ยิ่งก้าวถลำลึกถึงความเฉพาะทางไปยิ่งกว่า
– เรามีหมออายุรแพทย์ทั่วไป (General Internist )
อายุรแพทย์เชี่ยวชาญด้านหัวใจ ( Cardiologist )
และอายุรแพทย์ด้านหัวใจที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษ ด้านการสวนหัวใจ ( Intervention cardiologist )

ผู้เขียนได้อธิบายว่าตั้งแต่ยุคเราเข้าสู่ยุคดิจิตอล เส้นแบ่งขอบเขตในการทำงานเรายิ่งไม่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เช่น นักการตลาด ที่ไปทำการตลาดให้กับบริษัทน้ำมัน จะทำงานได้ดีนั้น อาจต้องมีความสนใจที่จะรู้ว่าการขุดเจาะน้ำมันเป็นอย่างไร ธรุกิจน้ำมันเป็นอย่างไร
ความต้องการพนักงานนั้นจะขยายขอบเขตมากกว่าความเฉพาะทางที่ทำได้แค่เรื่องเดียว

ปัจจุบันนี้สิ่งที่ตลาดโลกกำลังต้องการ คือสิ่งที่เรียกว่า “FoxHog” คือผู้คนที่มีลูกผสมระหว่าง รู้ลึก และ ความสนใจในการเรียนรู้เชิงกว้าง
บริษัท IBM เรียกทักษะนี้ว่า “ T shaped knowledge “ คือมีความรู้จริง เป็นความเฉพาะตัวบางอย่าง แต่มีความสนใจในสาขาอื่นๆ และสามารถผสมผสานให้เข้ากับการทำงานได้

ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างบุคคลที่เป็น Foxhog คือ Sir Alex Ferguson ผู้จัดการทีมแมนยูผู้นำความสำเร็จอย่างหาคนมาเปรียบเทียบได้ยาก ( เนื่องจาก admin เป็นคนหนุ่มที่ไม่สันทัดเรื่องฟุตบอล ถ้ามีรายละเอียดตกหล่นต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ ) เพราะท่านเซอร์นั้นมีความหลงไหลและเชี่ยวชาญแทคติกของฟุตบอลแล้ว ท่านเซอร์ยังเป็นสนใจและเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องอื่นๆเช่น ไวน์, การขี่ม้า, รู้ลึกถึงประวัติของ Abraham Lincoln , American Civil war
และเมื่อมีการนำสถิติเข้ามาใช้ในวงการกีฬา ท่านเซอร์ก็เป็นผู้ที่ใจที่จะนำมันมาปรับใช้กับทีมฟุตบอลของเขา ขณะที่ผู้จัดการทีมคนอื่นๆในยุคเดียวกับเขาไม่สนใจ ทำเฉพาะสิ่งที่เขาเชี่ยวชาญและเรียนรู้มาในอดีต ซึ่งการผสมผสานหลายศาสตร์เข้าด้วยกันทำให้ท่านเซอร์ประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดในการทำทีมฟุตบอล

ย้อนกลับมาเรื่องคำถามด้านบน Specialist or Generalist
ผมคิดว่าคงไม่มีคำตอบตายตัว เพราะเราทุกคนถูกออกแบบมาให้ไม่เหมือนกัน

แต่ถ้าจากบทความข้างต้น อาจพอจะทำให้เห็นภาพมากขึ้นว่า ผู้คนที่เป็น Specialist อยู่แล้วก็ต้องพยายามที่จะสนใจในสิ่งอื่นๆนอกเหนือจากขอบเขตของตัวเองเพื่อทำงานประสาน เกิดความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น

ส่วน Generalist นั้นก็ต้องหา Core หลักของตัวเองให้เจอ บางทีมันอาจจะเป็นความเป็น Specialist ในความเป็น Generalist ก็ได้ ( ฟังดูเข้าใจยากแท้ๆ )

ทั้งนี้ทั้งนั้น ขอให้เป็นตัวของตัวเอง
และ
อย่าหยุดที่จะเรียนรู้

Stay Hungry Stay foolish

เห้ย

iamdr.

ป.ล แล้วคุณละครับ เลือกเป็นอะไร ?

8 Comments

  1. “เป็น Specialist ในความเป็น Generalist” ประโยคนี้ชวนให้คิดจริงๆ

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *